ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทราบคำตอบ ได้แต่เดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม จะทิ้งระเบิดไปก็เท่านั้น บ้างบอกว่านี่คือเมืองโบราณ อเมริกันจึงไม่ทำอะไร (แต่เมืองเก่ากว่านี้ก็โดนถล่มราบมาแล้ว) บางคนเชื่อว่ามหาวิทยาลัยช่วยเมืองไว้ เพราะ Heidelberg University มีชื่อเสียงมานมนาน อเมริกากะว่ายึดเยอรมันได้ จะได้ศึกษาค้นคว้าทำงานวิจัยต่อไปไม่ต้องสะดุดติดขัด
เรื่องในอดีตเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ ผมทราบเพียงในปัจจุบัน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าสวยจัง ที่นี่คือ Heidelberg Castle ปราสาทที่ได้ใจหลายต่อหลายคนมาตั้งแต่สมัย Mark Twain นักเขียนชาวอเมริกันชื่อก้อง เขาเขียนหนังสือ A Tramp Aboard บอกไว้ว่า “นี่คือปราสาทที่ดูดีเหลือเกินตำแหน่งที่ตั้งเหมาะเจาะจนเกินกว่าจะหาที่ใดเสมอเหมือน” (This onecould not have been better placed)
ในยุคปัจจุบัน นิตยสารและคูมื่อท่องเที่ยวทั่วโลกต่างให้สมญา “The most beautiful ruined castle in the world” ผมกังขากับชื่อเสียงดังกล่าวตั้งแต่ก่อนมา แต่เมื่อมายืนอยูริ่มผา มองลงไปเห็นปอ้ มปราการที่ผนังข้างหนึ่งทรุดถล่ม เผยให้เห็นข้างในเป็นบันไดเวียนและซากปรักหักพัง แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงกระทบ ดูแล้วงามซึ้งใจจนถอนสายตาแทบไม่ได้ ผิดจากความงามสมบูรณ์แบบที่มองแวบแรกอาจตะลึง แต่มองไปนาน ๆ แล้วเบื่อครับ
เราเริ่มจากทางเข้าปราสาท ประตูหน้า (main gate) ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และอยู่มาเกือบ 200 ปีก่อนโดนถล่มใน Nine Year’s War(ค.ศ.1688-97 สงครามระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับชาติอื่น ๆ ในยุโรป)เพิ่งมาสร้างใหม่ในศตวรรษที่ 18 หลังจากนั้นก็คงอยู่คู่ปราสาทมาตลอด เลยดูสมบูรณ์ดีไม่มีจุดไหนพังทลาย
เดินลอดกำแพงมาได้นิดเดียว ตรงนี้เป็นที่ซึ่งคุณเกอเต้กับแม่นางMarianne มาเจอะเจอกัน ก่อนชะตาชีวิตจะพรากทั้งคู่จากกันไปไกลสุดฟ้ากลายเป็นที่มาของบทกวีลือลั่นหลายบท ถัดจากประตูคือลานกว้าง โอบล้อมด้วยตึกที่สมบูรณ์บ้าง โดนเผาจนเหลือแต่ผนังบ้าง ถึงกระนั้นก็สวยดับจิตด้วยรูปปั้นเทพกรีกคั่นระหว่างช่องหน้าต่าง ทั้งเทพอะพอลโล่ ไดอาน่า มาร์ฯลฯ ยังรวมถึงกษัตริย์และราชาหลายสมัยหลายแว่นแคว้น พวกเขาไม่อยู่กับเราแล้ว แต่เรื่องราวอันเป็นตำนานยังคงถูกเล่าขาน เป็นลานที่คล้ายจะพาเราย้อนเวลาไปสู่ยุคที่ราชาและขุนนางยังเฟื่องฟู
จากลานมีทางเดินมุดลอดปราสาทแล้วแยกไปซ้ายขวา ถ้าตรงไปจะเป็นลานชมวิว แต่สาวเจ้าเลี้ยวเข้าไปใต้ถุนตึกเพราะนั่นคือทางไปห้องนํ้าระหว่างที่เธอเข้าไปในนั้น ผมเหลียวซา้ ยแลขวา เห็นหอ้ งใหญที่อยูข่ า้ ง ๆ จึงเดินไปดู เฮ้ย...ถังยักษ์ ดูยังไงก็เหมือนถังหมักเหล้าหมักไวน์ แต่ขนาดใหญ่กว่าถังผสมปูนของรถปูนด้วยซํ้า นี่คือถังไวน์ใหญ่ที่สุดในโลก ข้างถังมีบันไดให้เดินขึ้นไปยืนบนถัง เมื่อเทียบกับขนาดแล้ว ถังน่าจะสูงกว่าสาวสัก 4-5เทา่ ผูป้ กครองปราสาทชา่ งมีวิชั่นยาวไกล ตอ่ ใหป้ ราสาทโดนลอ้ มสักป ีผูค้ นก็ยังมีไวน์จิบ โบราณท่านว่าไว้ อดเหล้าดอกนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา (ของจริงเป็น “ข้าว” นางพิมพูดตอนพลายแก้วบวชเณรจ้ะ)
ถังไวน์ยักษ์เป็นหนึ่งในของดีประจำปราสาท ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์สมุนไพรและยา ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์สมัยโบราณแบบต่าง ๆ ผมยังไปจอยกับคณะทัวร์กลุ่มย่อยเพื่อไปชมห้องโถงและทางเดินคอริดอร์ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นและโทรฟี่เขาสัตว์ แต่จุดที่ดีสุดคือลานชมวิวริมปราสาทด้านนอก เราต้องมุดตามทางเดินลอดอาคารผ่านถังไวน์ยักษ์ก่อนโผล่มาที่ริมผาสองเราตะลึงแลวิวเบื้องหน้า อย่าหาว่ากระแดะเลยครับ ผมมั่นใจว่าใครมาเห็นเช่นนี้ก็คงหยุดอึ้ง ทุกอย่างที่เราเจอก่อนหน้านั้นเป็นเพียงของกินเล่นจานหลักเพิ่งจะเสิร์ฟก็ที่นี่แหละ
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมาอาบเมืองเบื้องล่าง โบสถ์โบราณหอคอยสูง ตลอดจนอาคารใหญ่น้อยแปรเปลี่ยนสีไปตามแสงตะวัน นี่คือหนึ่งในจุดชมวิวเมืองชั้นเยี่ยมที่สุดของยุโรป สวยเทียมเท่าจุดชมวิวในซาว-สบวร์ก (ออสเตรีย) และเนินเขาบูดาเปสต์ (ฮังการี) หากนับเฉพาะในเยอรมันผมยังไม่เคยเห็นวิวที่ไหนสวยเท่าไฮเดลเบิร์ก ไม่ใหญ่โตเต็มไปด้วยตึกระฟ้าทว่า...สวย
สองเรายืนชมตะวันลาฟ้า จนแสงไฟในบ้านเรือนเบื้องล่างเริ่มสว่างขึ้นมาทีละจุดสองจุด จนคล้ายเป็นประกายหยาดเพชรเกล็ดแก้วไปทั้งหมดอุณหภูมิลดตํ่าน้อยกว่าสิบองศา สาวเริ่มหนาวจึงชวนผมกลับ แต่เธอดันพาไปอีกทางด้วยการมุ่งหน้าลงล่างผ่านทางเดินใต้ปราสาท เส้นทางนี้สวยจนขนหัวแทบลุกครับ มีทุกอย่างที่หนังผีต้องการ แสงไฟวับแวม ทางเดินคด-เคี้ยว เสียงฝีเท้าเดินบนหิน กุกกัก...กุกกัก เคราะห์ดีที่บางช่วงมีช่องหน้าต่างเปิดให้เราเห็นเมืองเป็นระยะ ทุกครั้งที่เจอช่องดังกล่าว สาวหยุดยืนดูวิวเนิ่นนาน แต่ผมไม่เร่งเธอสักคำ เพราะผมก็ตกอยู่ในอาการเช่นเดียวกับเธอ
เรากำลังฝากหัวใจไว้ที่ไฮเดลเบิร์ก... |